วันพุธ, 21 ตุลาคม, 2026
หะดีษจากท่านอานัส อิบนุ มาลิก เล่าถึงชายผู้โอหังที่เยาะเย้ยคำเชิญของท่านนบี ﷺ สามครั้ง ก่อนถูกสายฟ้าฟาด และโองการอัรเราะอ์ด 13:13

ชายโอหังถามว่าอัลลอฮ์คืออะไร แล้วสายฟ้าฟาดจนกะโหลกแตก

บางครั้งมนุษย์ถามคำถามที่ฟังดูเหมือนการค้นหาคำตอบ แต่แท้จริงคือการเยาะเย้ย หะดีษบทหนึ่งที่รายงานโดยท่านอานัส อิบนุ มาลิก เล่าถึงชายผู้มีอำนาจคนหนึ่งในหมู่ชาวอาหรับที่ตอบคำเชิญของท่านนบี ﷺ ด้วยคำถามเย้ยหยัน และจบลงด้วยเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด

ข้อความในหะดีษ

عن أنس بن مالك، أن رسول الله صلى الله عليه وسلم بعث رجلاً مرّة إلى رجل من فراعنة العرب، فقال: (اذهب، فادعه لي) فقال: يا رسول الله! إنه أعتى من ذلك، قال: (اذهب، فادعه لي) قال: فذهب إليه، فقال: يدعوك رسول الله، قال: وما الله؟ أمن ذهب هو، أو من فضة، أو من نحاس؟ قال فرجع إلى رسول الله صلى الله عليه وسلم فأخبره، وقال: قد أخبرتك أنه أعتى من ذلك، قال لي كذا وكذا، فقال: (ارجع إليه الثانية فادعه) فرجع إليه، فعاد عليه مثل الكلام الأول، فرجع إلى النبي صلى الله عليه وسلم فأخبره، فقال: (ارجع إليه) فرجع الثالثة فأعاد عليه ذلك الكلام، فبينا هو يكلمني إذ بُعثت إليه سحابة حيال رأسه، فرعدت، فوقعت منها صاعقة، فذهبت بقحف رأسه، فأنـزل الله تعالى: {ويرسل الصواعق فيصيب بها من يشاء وهم يجادلون في الله وهو شديد المحال} (الرعد:13)

จากท่านอานัส อิบนุ มาลิก (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) รายงานว่า

แท้จริง ศาสดามุฮัมมัด ﷺ ได้ส่งชายคนหนึ่งไปหาชายผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจและโอหังในหมู่ชาวอาหรับ พร้อมกล่าวว่า

“จงไปเชิญเขามาหาฉัน”

ชายคนนั้นกล่าวว่า

“โอ้ ท่านเราะสูลุลลอฮ์! เขาเป็นคนแข็งกร้าวและโอหังยิ่งกว่านั้น”

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

“จงไปเชิญเขามาหาฉัน”

ชายคนนั้นจึงไปหาเขา แล้วกล่าวว่า

“ท่านเราะสูลุลลอฮ์เชิญท่าน”

ชายผู้นั้นถามว่า

“แล้วอัลลอฮ์คืออะไร? เป็นทองคำหรือ? หรือเป็นเงิน? หรือเป็นทองแดง?”

ชายผู้ถูกส่งไปจึงกลับมารายงานแก่ท่านนบี ﷺ และกล่าวว่า

“ผมได้บอกท่านแล้วว่า เขาโอหังยิ่งนัก เขาพูดกับผมเช่นนั้นเช่นนี้”

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

“จงกลับไปหาเขาอีกครั้ง และเชิญเขา”

ชายคนนั้นจึงกลับไป แต่ชายผู้นั้นก็ตอบด้วยคำพูดเดิมอีก เขาจึงกลับมารายงานแก่ท่านนบี ﷺ

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

“จงกลับไปหาเขาอีก”

เมื่อเขาไปเป็นครั้งที่สาม ชายผู้นั้นก็ยังพูดคำเดิมอีก

ขณะที่เขากำลังพูดกับชายผู้นั้น อยู่ ๆ ก็มีเมฆก้อนหนึ่งลอยมาปกคลุมเหนือศีรษะของเขา จากนั้นก็เกิดเสียงฟ้าร้อง และสายฟ้าฟาดลงมาจากเมฆนั้น กระแทกศีรษะของเขาจนกะโหลกแตกสิ้นชีวิต

แล้วอัลลอฮ์ทรงประทานโองการนี้ลงมาว่า

“และพระองค์ทรงส่งสายฟ้า แล้วทรงให้มันประสบแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ ทั้งที่พวกเขายังคงโต้เถียงเกี่ยวกับอัลลอฮ์ และพระองค์ทรงรุนแรงในการลงโทษ”

(สูเราะฮ์ อัรเราะอ์ด โองการที่ 13)

ชายผู้โอหังที่ไม่ถูกเอ่ยชื่อ

ข้อความในต้นฉบับระบุเพียงว่าเขาเป็นชายผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจและโอหังในหมู่ชาวอาหรับ โดยไม่เอ่ยชื่อ ไม่เล่าถึงเผ่า และไม่บอกว่าเขามีทรัพย์หรือบริวารมากเพียงใด รายละเอียดที่ขาดไปนี้เองทำให้เรื่องเล่าไม่ได้มุ่งให้เราตัดสินบุคคลหนึ่งคน แต่ให้เรามองเห็นลักษณะของหัวใจแบบหนึ่ง

ความโอหังในเรื่องนี้ไม่ได้แสดงออกด้วยการทำร้ายใคร แต่แสดงออกด้วยการไม่ยอมรับฟังแม้แต่คำเชิญที่ตรงที่สุด ถึงขนาดที่ผู้ถูกส่งไปต้องกลับมาหาท่านนบี ﷺ ถึงสามครั้ง

คำถามที่เผยถึงหัวใจ

คำถามของเขาคือ “แล้วอัลลอฮ์คืออะไร? เป็นทองคำหรือ? หรือเป็นเงิน? หรือเป็นทองแดง?”

คำถามนี้ไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ที่ต้องการคำอธิบาย แต่เกิดจากการเปรียบพระผู้สร้างกับวัตถุที่มนุษย์ใช้ตีราคา เมื่อหัวใจมองทุกสิ่งเป็นสินค้าที่ต้องชั่งน้ำหนักได้ พระองค์จึงกลายเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจยอมรับ

ในชีวิตประจำวัน เราอาจไม่ได้ถามคำถามแบบนี้ แต่เราอาจทำสิ่งที่ใกล้เคียงกว่า นั่นคือการวางอัลลอฮ์ไว้ในลำดับสุดท้าย หลังงาน หลังเงิน หลังความต้องการของตัวเอง จนในทางปฏิบัติพระองค์แทบไม่มีที่อยู่ในตารางชีวิต

สามครั้งของการเชิญ และความอดทนของท่านนบี

สิ่งที่ควรสังเกตคือ ท่านนบี ﷺ ไม่ได้ตอบความโอหังด้วยการสาปแช่ง ไม่ได้ส่งกองทัพไปลงโทษ แต่ส่งคนไปเชิญซ้ำแล้วซ้ำอีก ถึงสามครั้ง

นี่คือภาพของผู้นำที่ให้โอกาสก่อนตัดสิน และเป็นบทเรียนว่า การเผยแพร่ศาสนาไม่ใช่การบังคับให้คนยอมรับ แต่คือการเชื้อเชิญซ้ำ ๆ ด้วยความอดทน จนอีกฝ่ายเลือกเองว่าจะตอบอย่างไร

แต่ความอดทนของมนุษย์มีขอบเขต และการตัดสินสุดท้ายไม่ได้อยู่ในมือของใครบนโลกนี้

สายฟ้าฟาด และโองการที่ประทานลงมา

ขณะที่ชายผู้นั้นกำลังพูดคุยกับผู้ที่ถูกส่งมา อยู่ ๆ ก็มีเมฆก้อนหนึ่งลอยมาปกคลุมเหนือศีรษะของเขา เกิดเสียงฟ้าร้อง และสายฟ้าฟาดลงมากระแทกศีรษะจนกะโหลกแตกสิ้นชีวิต

แล้วอัลลอฮ์ทรงประทานโองการนี้ลงมาว่า

“และพระองค์ทรงส่งสายฟ้า แล้วทรงให้มันประสบแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ ทั้งที่พวกเขายังคงโต้เถียงเกี่ยวกับอัลลอฮ์ และพระองค์ทรงรุนแรงในการลงโทษ” (สูเราะฮ์ อัรเราะอ์ด โองการที่ 13)

โองการนี้ไม่ได้บอกให้เรากล่าวโทษทุกคนที่ถูกฟ้าผ่าว่าเป็นคนโอหัง เพราะการตัดสินใจว่าใครสมควรได้รับอะไรเป็นสิทธิของอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว สิ่งที่เรื่องนี้สอนคือ อำนาจของพระองค์ไม่ขึ้นกับว่ามนุษย์ยอมรับหรือไม่

บทเรียนที่ต้องใคร่ครวญ

  • คำถามบางคำถามมาจากความหยิ่ง ไม่ใช่ความสงสัย ถามเพื่อเข้าใจต่างจากการถามเพื่อหักล้าง ผลลัพธ์ของสองอย่างนี้ต่างกัน
  • อำนาจและความมั่งคั่งไม่คุ้มครองใคร ชายผู้นี้เป็นผู้ทรงอำนาจในหมู่ชาวอาหรับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาไม่ได้ขึ้นกับตำแหน่งของเขาเลย
  • เวลาไม่ได้รับประกัน เขาอาจคิดว่ายังมีเวลาอีกนานให้โต้เถียง แต่บทสนทนานั้นกลายเป็นบทสนทนาสุดท้ายของชีวิต
  • การเชิญด้วยความนุ่มนวลคือแบบอย่าง ท่านนบี ﷺ ยืนยันคำเชิญเดิมสามครั้ง แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายจะตอบอย่างไร

บทสรุป

เรื่องนี้ไม่ได้มีไว้ให้เรามองหาว่าใครในสมัยนี้ “สมควรถูกฟ้าผ่า” แต่มีไว้ให้เราตรวจคำถามในใจของตัวเองว่า เรากำลังถามเพราะอยากรู้ หรือถามเพราะไม่อยากยอมรับ และถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเรา เราอยากให้บทสนทนาสุดท้ายเป็นถ้อยคำแบบไหน

อ่านต่อ: ฟ้าผ่าถี่ขึ้นเมื่อใกล้กิยามะฮ์ หะดีษเตือนไว้ และดุอาอ์ที่ควรกล่าว

About Adam Mideng

ผมนักจัดรายการวิทยุ (DJ Peedam), นักสร้างคอนเทนต์ และผู้ประกอบการด้านการตลาดออนไลน์ มีความสนใจด้าน การตลาด การสร้างรายได้ การเงินและการลงทุน ผมเชื่อว่าการเริ่มต้นออนไลน์ด้วย การเว็บไซต์ของตัวเองนั้น คือ ก้าวแรกของความสำเร็จบนโลกออนไลน์

Check Also

ภาพสะท้อนการเลือกปฏิบัติ เมื่อการปกปิดแบบอิสลามถูกมองว่าไม่ปกติในสังคมที่พูดเรื่องสิทธิเสรีภาพ

เมื่อสิทธิเสรีภาพเลือกปฏิบัติ ปกปิดแบบอิสลามกลับถูกมองว่าไม่ปกติ

ในยุคที่สังคมพูดถึงสิทธิเสรีภาพ การแต่งกายเปิดเผยกลับเป็นเรื่องปกติ แต่การปกปิดแบบอิสลามกลับถูกมองว่าไม่ปกติ สะท้อนการเลือกปฏิบัติต่อคนกลุ่มหนึ่งอย่างชัดเจน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *