ไม่บ่อยครั้งที่เรื่อง การมีภรรยาหลายคนในอิสลาม ถูกหยิบขึ้นมาถกกันบนโซเชียล แล้วกลายเป็นการตัดสินทั้งศาสนาจากประเด็นเดียว หลายคนมองว่าอิสลามเปิดทางให้ผู้ชายมีภรรยาได้ถึงสี่คน จึงสรุปทันทีว่าศาสนานี้ส่งเสริมการหมกมุ่นในกามารมณ์ แต่เมื่อกลับไปดูหลักการจริง และฟังคำตอบของคนที่เคยใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่งมาก่อน ประเด็นนี้กลับชี้ไปที่เรื่องอื่น นั่นคือความรับผิดชอบ ไม่ใช่สิทธิพิเศษ
อิสลามอนุญาต ไม่ได้บังคับ
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงคือ หลักการนี้เป็นเพียง การอนุญาต ไม่ใช่ข้อบังคับ และไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนต้องทำ ผู้ชายมุสลิมจึงไม่ได้มีภาระผูกพันว่าจะต้องมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน การมีภรรยาคนเดียวคือสภาพปกติที่ปลอดภัยที่สุด และเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในโลกเลือกปฏิบัติกันจริง
เงื่อนไขที่ต้นฉบับเน้นไว้ชัดเจนคือ หากผู้ชายคนหนึ่งแต่งงานมากกว่าหนึ่งคน เขาต้องมีความสามารถในการเลี้ยงดูภรรยาทุกคน และต้องให้ความเสมอภาคระหว่างพวกนาง แต่หากเขาไม่มีความสามารถในเรื่องนี้ อิสลามก็ให้เขามีภรรยาเพียงคนเดียว
คำถามที่ยูซุฟ อิสลามได้รับ
ประเด็นนี้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เมื่อยูซุฟ อิสลาม หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อเดิมว่า Cat Stevens ถูกนักข่าวตั้งคำถามระหว่างการเยือนตุรกี
นักข่าวถามเขาตรง ๆ ว่า “คุณยอมรับได้อย่างไรว่าอิสลามอนุญาตให้ผู้ชายแต่งงานกับผู้หญิงได้ถึง 4 คน? ในฐานะศิลปินตะวันตกที่ได้รับการศึกษาและมีความคิดก้าวหน้า คุณมองเรื่องนี้อย่างไร?”
คำตอบของยูซุฟไม่ได้เริ่มต้นด้วยการอธิบายหลักศาสนา แต่เขากลับย้อนเล่าถึงชีวิตของตัวเองในอดีต
คำตอบที่เริ่มจากชีวิตของตัวเอง
“คุณรู้จักผมในช่วงชีวิตก่อนที่ผมจะเป็นมุสลิม ผมเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ก่อนหน้านั้นผมเคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงกี่คน และผมก็ไม่รู้ว่ามีเด็กคนใดเกิดจากความสัมพันธ์เหล่านั้นหรือไม่”
เขากล่าวว่า ในช่วงเวลานั้นวิถีชีวิตดังกล่าวกลับทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยชื่นชมเขา แต่หลังจากเข้ารับอิสลาม ชีวิตของเขากลับเปลี่ยนไป
“วันนี้ผมเป็นมุสลิม ผมแต่งงานกับภรรยาเพียงคนเดียว และไม่มีความตั้งใจที่จะแต่งงานอีก”
เมื่อสิทธิมาพร้อมภาระ
จากนั้นเขาจึงย้อนกลับไปตอบคำถามเรื่องการมีภรรยาหลายคนว่า หากอิสลามเปิดโอกาสให้ผู้ชายแต่งงานได้มากกว่าหนึ่งคน สิ่งที่ตามมาคือความรับผิดชอบที่หนักขึ้น ไม่ใช่เพียงสิทธิในการมีภรรยาเพิ่มขึ้น
“หากผู้ชายคนหนึ่งแต่งงานกับผู้หญิงหลายคน เขาก็ต้องแบกรับความรับผิดชอบต่อภรรยาและลูก ๆ ของพวกเขา”
และก่อนจะทิ้งประโยคที่ทำให้คำถามเรื่อง “ความก้าวหน้า” กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคิด
“ในโลกตะวันตกที่คุณชื่นชม ความรับผิดชอบแบบนั้นบางครั้งกลับไม่มีอยู่จริง เด็กจำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือพ่อของพวกเขา และมีพ่อจำนวนไม่น้อยที่จากโลกไปโดยไม่เคยได้พบหน้าลูกของตัวเอง”
ประโยคนี้ฟังดูแรง แต่สิ่งที่เขาทำคือการย้ายจุดถกเถียง จากคำถามว่า “แต่งงานได้กี่คน” ไปสู่คำถามว่า “มีใครรับผิดชอบชีวิตที่เกิดมาจากการตัดสินใจของเราบ้าง”
คำถามที่กลับมาถึงเรา
คำตอบของยูซุฟจึงไม่ได้เป็นเพียงการปกป้องหลักการแต่งงานในอิสลาม แต่เป็นการชวนให้ตั้งคำถามกลับว่า สิ่งสำคัญของครอบครัวอยู่ที่จำนวนคู่ครอง หรืออยู่ที่ความรับผิดชอบต่อคนที่เราเลือกจะสร้างครอบครัวด้วย
- สิทธิไม่ใช่ใบอนุญาตให้ทำตามใจ เพราะทุกสิทธิในอิสลามมาพร้อมหน้าที่ที่ต้องตอบในวันแห่งการตัดสิน
- การเลี้ยงดูไม่ใช่แค่เงิน แต่รวมถึงเวลา ความเอาใจใส่ และความยุติธรรมทางใจระหว่างคนในบ้าน
- คำถามที่สำคัญกว่าคือความพร้อม ไม่ใช่ความต้องการ ถ้าคนหนึ่งยังดูแลตัวเองและครอบครัวปัจจุบันไม่ไหว การเพิ่มภาระจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ชาญฉลาด
สำหรับรายละเอียดฟิกฮ์ปลีกย่อย เช่น เงื่อนไขการให้ความเสมอภาคหรือกรณีเฉพาะบุคคล ควรสอบถามผู้รู้ที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง มากกว่าอ่านจากโพสต์สั้น ๆ ในโซเชียล
บทสรุป
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นที่น่าคิดอาจไม่ใช่เพียงว่า “แต่งงานได้กี่คน?” แต่คือ “เมื่อมีครอบครัวแล้ว เรารับผิดชอบต่อชีวิตของพวกเขามากแค่ไหน?” คำถามนี้ใช้ได้กับทุกคน ไม่ว่าจะมีคู่ครองคนเดียวหรือมากกว่านั้น และเป็นคำถามที่เราต้องตอบด้วยการกระทำ ไม่ใช่ด้วยคำพูดบนหน้าจอ
อ่านต่อ: ปกป้องตัวเองและครอบครัวให้พ้นไฟนรกตามอายะฮ์อัตตะห์รีม
Risalah Radio สถานีวิทยุสาส์นคุณธรรม FM 97.25 Mhz.