คำพูดของมนุษย์มีพลังมากกว่าที่เราคิด บางครั้งเราอาจเผลอสาปแช่งตัวเอง หรือขอดุอาอ์ในสิ่งที่ไม่ดี ด้วยความหงุดหงิดหรือความเหนื่อยล้า โดยไม่ทันนึกว่าถ้อยคำนั้นได้ถูกกล่าวออกไปแล้วและมีผู้รับรองตามคำของเรา
คำกล่าวของท่านเราะสูลุลลอฮ์ ﷺ
ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ﷺ กล่าวว่า:
“พวกท่านอย่าวิงวอนขอสิ่งไม่ดีต่อตัวของพวกท่านเอง แต่จงขอแต่สิ่งที่ดี เพราะแท้จริงบรรดามลาอิกะฮ์จะกล่าว ‘อามีน’ ต่อสิ่งที่พวกท่านกล่าว”
ความหมายโดยสรุปคือ ไม่ควรสาปแช่งหรือขอดุอาอ์ในทางไม่ดีต่อตนเอง เพราะมลาอิกะฮ์จะกล่าวอามีนต่อคำพูดนั้น จึงควรระมัดระวังคำพูดและขอแต่สิ่งที่ดีงาม
ทำไมคำพูดที่หลุดออกไปจึงสำคัญ
ในชีวิตประจำวัน เราอาจเคยได้ยินหรือเคยพูดประโยคทำนอง “ให้ฉันพังไปเลย” “ฉันคงไม่มีวันดีขึ้น” หรือ “ให้ฉันเป็นแบบนี้ตลอดไป” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่แสดงความท้อแท้ มากกว่าจะเป็นความปรารถนาจริง แต่เมื่อพูดออกไปแล้ว ถ้อยคำนั้นก็ยังคงเป็นคำขอที่หลุดออกจากปากของเราเอง
การตระหนักในเรื่องนี้จึงเป็นการฝึกควบคุมทั้งลิ้นและอารมณ์ไปพร้อมกัน ยิ่งในยามโกรธหรือผิดหวัง เรายิ่งต้องระวัง เพราะเป็นเวลาที่คำพูดมักนำหน้าความคิด
มลาอิกะฮ์กับการตอบรับคำพูดของมนุษย์
การที่มลาอิกะฮ์กล่าวอามีนต่อคำพูดของมนุษย์ สะท้อนว่าคำพูดของเรามีความหมาย ในโลกที่มองไม่เห็น และมีผู้รับรองอยู่ตลอดเวลา หัวข้อนี้สอดคล้องกับบทความที่ผ่านมาของเรา เรื่อง 3 ประเภทที่มลาอิกะฮ์ไม่เข้าใกล้ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการกระทำและถ้อยคำของมนุษย์เชื่อมโยงกับโลกแห่งมลาอิกะฮ์อย่างที่เราอาจไม่คาดคิด
แนวปฏิบัติเพื่อระวังคำพูดของตัวเอง
- หยุดก่อนพูด เมื่อรู้สึกหงุดหงิด ให้หายใจและเว้นจังหวะก่อนเอ่ยคำใดออกไป
- เปลี่ยนคำสาปเป็นดุอาอ์ แทนที่จะขอสิ่งร้าย ให้ขอสิ่งที่ดียิ่งขึ้นจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.)
- ขอการอภัยเมื่อพลั้งพลาด หากเผลอพูดสิ่งไม่ดีออกไป ควรกลับตัวและขอดุอาอ์ใหม่ในทางที่ดี
- ระวังคำพูดกับผู้อื่นด้วย เพราะคำสาปแช่งต่อคนอื่นก็เป็นสิ่งที่ผู้ศรัทธาพึงหลีกเลี่ยงเช่นกัน
บทสรุป
คำสอนนี้เตือนให้เราตระหนักว่าทุกถ้อยคำที่ออกจากปากมีความหมาย ตั้งแต่เรื่องเล็กที่สุดอย่างการบ่นกับตัวเอง ไปจนถึงการขอดุอาอ์ต่อผู้อื่น การฝึกพูดแต่สิ่งดีจึงไม่ใช่เพียงมารยาททางสังคม แต่เป็นการรักษาความสัมพันธ์ของเรากับอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และกับมลาอิกะฮ์ผู้บันทึกการกระทำของเราด้วย
Risalah Radio สถานีวิทยุสาส์นคุณธรรม FM 97.25 Mhz.