โรคซึมเศร้า by ครูฟาร์

Written by on มีนาคม 4, 2019

มีหลายคนสงสัยและแอบคัดค้านในใจ ที่บอกว่าอัลกุรอานช่วยบำบัดภาวะซึมเศร้าได้นั้น มันจริงหรอ?

หลายครั้งที่เราเคยได้ยินคนป่วยโรคซึมเศร้าคัดค้านว่า ไม่จริงงง..มันเป็นโรคคค…และโรคก็ต้องรักษาด้วยยาาา ในขณะที่คนสบายดีก็แย้งกลับไปว่า เหย…มันเป็นความอ่อนแอของแกรเองงงง แกรไม่ยอมฟื้นฟูจิตใจเอง แกรอ่อนแอแบบนี้แล้วเมื่อไหร่แกรจะหาาาย ….

เราต่างไม่เข้าใจและมองโลกคนละมุมกันแบบนี้ เราจึงช่วยกันและกันไม่ได้ซะที คนซึมเศร้าเลยต้องเศร้าต่อไป คนปกติเลยพลาดโอกาสเข้าใจเพื่อนร่วมโลกที่เจอโรคนี้อยู่เรื่อยไป…

มาเข้าใจด้วยกันนะ #

ครูฟาร์ไปอ่านเจอมาจากไดอารี่ของนักจิตบำบัดคนหนึ่งที่เคยป่วยด้วยโรคไบโพลาร์ค่ะ ส่วนหนึ่งจากงานเขียนของเธอได้พูดถึงวิธีการบำบัดหนึ่งที่เธอบอกว่าได้ผลดีทีเดียว คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆที่กำลังเจอภาวะซึมเศร้า เลยเก็บมาเรียบเรียงเพิ่มเติมเนื้อหาให้อ่านกัน ยาวหน่อย แต่ถ้าคิดว่าอ่านแล้วได้ประโยชน์ก็คุ้มนะ ขออัลลอฮให้ความอดทนแก่เธออ่าเนาะ 😊

เธอพูดถึงหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “Take charge of Bipolar disorder” ที่แปลเป็นไทยว่า “จัดการกับโรคไบโพลาร์” (ไบโพลาร์คือโรคสองขั้วที่เป็นเสด็จพี่ของโรคซึมเศร้าอีกทีนึง) เขียนโดย Julie Fast และ John Preston เป็นหนังสือที่แนะนำขั้นตอนในการรับมือกับโรคซึมเศร้าได้ดีมาก Fast เคยเป็นผู้ป่วยโรคไบโพลาร์มาก่อน ส่วน Preston ก็เป็นนักจิตบำบัดด้วย หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือที่ให้น้ำหนักระหว่างการบำบัดของหมอและประสบการณ์ตรงของผู้ป่วยอย่างลงตัว (อันนี้ครูฟาร์อ่านมาจากรีวิวของคนที่เคยป่วยเป็นโรคไบโพลาร์อะนะว่าวิธีของ Fast และ Preston ว่าช่วยเค้าได้จริง)

Fast และ Preston แนะนำว่า วิธีจะบำบัดโรคไบโพลาร์นั้นต้องอาศัย 4 ขั้นบันไดด้วยกัน ซึ่งถ้ารักษาไบโพลาร์ที่เป็นเสด็จพีได้ แน่นอนว่ามันต้องปราบเสด็จน้องอย่างโรคซึมเศร้าได้ด้วย แต่กฎเหล็กคือผู้ป่วยจะต้องทำให้ครบด้วยนะ คือถ้าทำอันใดอันเดียวมันก็ได้ผลนั่นแหละ แต่มันจะไม่คอมพลีท ถ้าจะให้ได้ผลดีจริงต้องทำ 4 ขั้นตอนทั้งหมดเป็นลำดับ มันถึงจะเรียกว่าครบหลักสูตรการบำบัดอย่างแท้จริง

4อย่างที่ว่านี้มีอะไรบ้าง? เอาตามลำดับเลยนะ

  1. meds and supplements การบำบัดด้วยยา
  2. lifestyle changes การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์
  3. behavioral changes การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และ
  4. asking for help การขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง

มาไล่ดูกันทีละข้อเลยเนาะ

สเต็ปแรก การบำบัดด้วยการทานยา #

เราไม่ปฏิเสธเลยค่ะว่าคนป่วยโรคซึมเศร้านั้นต้องการยาจริงๆ เพราะยาจะเป็นตัวช่วยปรับสมดุลย์ให้กับร่างกาย โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเค้ามักจะมีความผิดปกติเกี่ยวกับการหลั่งของฮอร์โมนหรือสารเคมีต่างๆในร่างกาย เมื่อร่างกายทำงานไม่ปกติมันเลยส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกที่เค้าแสดงออกมา อันนี้เลยต้องอาศัยยามาช่วยบำบัดจริงๆ

มันก็เหมือนกับท่อประปาที่บ้านนั่นแหละ เวลามันรั่วเราก็ต้องให้ช่างมาซ่อม เราจะบอกว่ามันเป็นเพราะฉันเปิดน้ำแรงเกินไป แล้วเราก็พยายามเปิดเบาๆ ยังไงน้ำมันก็ยังหยดมาตามรอยรั่วอยู่ดี หรืออย่างถ้าคนหนึ่งป่วยเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเพราะพฤติกรรมชอบอั้นฉี่ไรงี้ ต่อให้สำนึกตัวว่าจะไม่อั้นฉี่อีกแล้วในชีวิตนี้ มันก็ยังช่วยอะไรได้ไม่มากอยู่ดีถ้าเค้าไม่ซ่อมไอที่พังก่อน เค้าจึงต้องไปหาหมอเพื่อขอยาปรับสภาพอักเสบของกระเพาะปัสสาวะก่อน จากนั้นจึงค่อยปรับพฤติกรรมให้ตัวเองไม่เจอโรคนี้อีกเมื่อหายดีแล้ว อะไรงี้ พอจะเก็ทมั้ย?

อ่ะห์ต่อไปสเต็ปที่2 “เปลี่ยนวิถี” ไม่ใช่นาตาช่าแต่แค่เปลี่ยนวิถี #

(เอิ้มยังทันขำ)
หลังจากทานยาปรับสมดุลย์ให้ร่างกายไปแล้วเนี่ยะ สิ่งต่อไปที่เราต้องทำก็คือการปรับไลฟ์สไตล์ของเราเนาะ อะไรบ้างล่ะ? ก็เช่นการปรับวิถีการนอนหลับ การปรับโภชนาการและวิถีการบริโภคงี้ รู้จักออกกำลังกายบ้างไรบ้าง คือพยายามเปลี่ยนกิจวัตรให้เป็นคนปกติที่มีสุขภาพดีให้ได้มากที่สุด healthy lifestyles ว่างั้นเหอะ

ส่วนตัวครูฟาร์มองว่า พาร์ทนี้เราสามารถบำบัดด้วยวิถีซุนนะห์ได้เลยรู้มั้ย คือเอาแบบอย่างของท่านนบีมาใช้ได้เลยอ่ะ เช่นนอนหัวค่ำเพื่อตื่นให้เร็วขึ้น จะได้ทันละหมาดตะฮัจญุดเก็บช่วง pro hot sale ช่วง3/4ของกลางคืน ที่บอกว่าดุอาอ์จะถูกตอบรับประหนึ่งยิงธนูเข้ากลางเป้าเป๊ะ ตื่นมาขอวิงวอนต่ออัลลอฮเยอะๆว่าให้บ่าวหายดีไรงี้ ส่วนวิถีการบริโภคก็ลองปรับการกินแบบท่านนบีดู กินให้พอดีให้เหลือพื้นที่ว่างในกระเพาะบ้างไรบ้าง หรือการทานอินทผาลัมเพื่อเพิ่มพลังงานสร้างความกระปรี้กระเปร่าให้ตัวเองงี้ ทั้งหมดนี้อยู่ที่ความจริงจังของเราแล้วล่ะว่าจะทำเพื่อตัวเองได้มากแค่ไหน..

ต่อมาสเต็ปที่ 3จ่ะ การปรับพฤติกรรมตัวเอง #

คือการปรับมุมมองและทัศนคติของตัวเองที่มีต่อสิ่งรอบข้างอะจ่ะ การฝึกคิดบวกและมองโลกในแง่ดี พยายามมองหาสิ่งดีๆในชีวิต การรู้จักรับมือกับความทุกข์และความเศร้าให้เป็น เข้าใจให้ได้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเนเจอร์หรือธรรมชาติของมนุษย์เรามากๆ เราไม่ได้ผิดปกติเลยที่เราต้องเจอมัน มันคือการฝึกให้ตัวเองมีความสุขได้แม้ต้องอยู่บนโลกใบเดิมใบนี้ อะไรประมาณนั้น

และพาร์ทนี้นี่แหละที่ครูฟาร์ชอบพูดถึงบ่อยๆนัก ว่าการเข้าหาอัลลอฮนั้นช่วยได้จริงนะเธอ อันนี้จริงๆๆและจริงๆ การบำบัดด้วยอัลกุรอานจะมีบทบาทสำคัญในพาร์ทนี้มาก เพราะมันเป็นพาร์ทที่เราต้องบำบัดฟื้นฟูและปรับสมดุลย์ให้ “หัวใจ” แล้วพระเจ้าผู้สร้างเราก็บอกยืนยันแล้วว่าพระองค์ได้ส่งยารักษาหัวใจขนานดีไว้แล้ว คืออัลกุรอานไงเธอ อัลกุรอานคือยารักษา “โรคของหัวใจ” นัมเบอร์วันที่ไม่มีอะไรเทียบได้อีกแล้วในโลกนี้ ศรัทธาจะช่วยให้เธอเชื่อว่ามันดีเช่นนั้นจริงๆ

แต่แต่…การรักษาด้วยอัลกุรอานที่ครูฟาร์หมายถึงนี้ไม่ใช่แบบว่าไปหาโต้ะบอมอหรือให้ใครไปเป่านะ โน่ยูว… วัลลอฮุอะลัมอันนั้นไม่รู้จริงๆว่ามันจะช่วยได้ดีแท้แค่ไหนนะ แต่สิ่งที่หมายถึงในที่นี้คือ การให้อัลกุรอานเข้ามาเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติของเรา มาช่วยปรับสมดุลย์ให้หัวใจที่อาจเอนเอียงผิดแหว่งไปด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป การศึกษาความหมายและใคร่ครวญกุรอานมากๆจึงเป็นวิธีที่เราหมายถึง ณ จุดนี้ การฟังบรรยายศาสนามากๆก็ช่วยได้จริง เพราะมันคือการค่อยๆหยอดคำสอนใช้จากอัลกุรอานให้เราเห็นโลกชัดขึ้น ได้ขัดเกลาจิตใจ ได้รู้จักอัลลอฮมากขึ้น รู้จักใช้เลนส์แบบอิสลาม จนทำให้เราอยากศึกษาและอ่านกุรอานมากขึ้น แล้วมันจะช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราในที่สุด บิอิซนิลลาฮ

ถ้าถามว่าอ้าว..แล้วคนต่างศาสนิกที่เค้าไม่รู้จักอัลกุรอานล่ะ? เค้าบำบัดสเต็ปนี้กันยังไง? เค้าก็ใช้ศาสตร์การมองโลกในแง่บวกหรือพลังบวกอะไรต่อมิอะไรมาบำบัดนั่นล่ะค่ะ เช่นผู้ป่วยอาจต้องเขียนไดอารี่บันทึกสิ่งดีๆที่ตัวเองพบเจอในแต่ละวัน ฝึกให้รู้จักตัวเอง เพื่อให้มองเห็นคุณค่าในตัวเอง ที่เราเคยเห็นเหล่าโค้ชชีวิตคอยสอนวิธีการคิดบวกตามคลิปต่างๆมันก็ช่วยบำบัดโรคซึมเศร้าตรงพาร์ทนี้แหละ แต่สำหรับมุสลิมเรา เรามีของดีกว่านั้น..ของดีที่มาจากพระเจ้าแน่ะเธอ ไม่เชื่อผู้สร้างชีวิตแล้วจะไปเชื่อใคร จริงมั้ย? …

…นั่นแหละ อัลกุรอานเล่มนั้นไงเธอ…

อันสุดท้ายสเต็ปที่4 คือ การหาตัวช่วยหรือคนที่ซับพอร์ท #

จากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน พาร์ทนี้คือการคุยระบายบอกเล่าความในใจให้คนรู้ใจฟัง เวลาไปหาหมอแล้วได้พูดคุยระบายให้หมอฟังก็คือการบำบัดพาร์ทนี้แหละ ซึ่งพาร์ทนี้สำคัญไม่น้อยไปกว่าใครเลยนะ เพราะมนุษย์เราต้องการคนที่เข้าใจและรับฟังอย่างจริงใจไม่ตัดสิน

พาร์ทนี้คนใกล้ตัวจึงมีบทบาทสำคัญมาก คนป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเค้าต้องการคนเข้าใจ คนที่ไม่ซ้ำเติมเค้า จึงไม่ใช่หน้าที่เราที่จะไปไฮไล้ท์ว่าเค้าเป็นอย่างนี้เพราะเค้าทำอย่างนั้น ฟังค่ะ…ฟังเค้าปล่อยออกมา ฟังเพื่อลดความอัดอั้นกับสิ่งที่เค้าเก็บในหัวอกอยู่คนเดียว เพื่อให้เค้ารู้ว่าเค้าไม่ได้อยู่บนโลกนี้ตัวคนเดียวนะ เราจะเดินไปด้วยกันอะไรงี้

สเต็ปนี้ผู้ป่วยต้องการมากพอๆกับการต้องการยามาบำบัดเลยนะ การไปหาหมอหรือจิตแพทย์แต่ละครั้งจึงเป็นการเล่าให้ฟัง ที่เค้าเล่าให้จิตแพทย์ฟังแล้วรู้สึกดีขึ้นก็เพราะเค้ารู้สึกไว้ใจและเชื่อว่าหมอเข้าใจเค้า เค้าจึงรู้สึกดี ซึ่งส่วนนี้ตามจริงคนใกล้ตัวก็น่าจะช่วยได้นะ ด้วยการรับฟังเค้า เข้าใจเค้าเหมือนที่หมอเข้าใจ แล้วเค้าจะได้ปล่อยออกมาด้วยความสบายใจ กอดเค้า จับมือ มองตาอย่างเข้าใจไรงี้ body language จะช่วยได้มากจริงๆ มันดีต่อใจและตับไตไส้พุงจริมๆ

ถึงบางอ้อรึยังคะทีนี้

ทีนี้พอจะเห็นทางแล้วรึยังคะว่า โรคซึมเศร้าน่าจะบำบัดกันได้ แต่เราต้องทำสี่อย่างนี้ไปด้วยกันนะ บางคนบำบัดแต่กับการกินยา ถามว่าหายมั้ย มันก็หายนะ แต่พอหยุดยามันก็กลับมาอีกอ่ะเพราะเราทำแค่สเต็ปเดียว หรือบางคนบอกฉันก็พยายามละหมาดและดุอาอ์แล้วนะ ศาสนาฉันก็เข้าถึงแล้ว และฉันก็ไม่ชอบเลยที่มีใครมาบอกให้ฉันดุอาอ์ๆต่ออัลลอฮราวกับฉันเป็นคนมีอีหม่านอ่อนแอ …ถ้าเป็นแบบนี้ เป็นไปได้มั้ยว่าเราอาจยังขาดสเต็ปที่4 คือการมีใครซักคนมารับฟังและเข้าใจเรา การบำบัดด้วยศาสนาจึงยังไม่เวิอร์คกับเราซะที

จำไว้ให้มั่นนะคะ “ทำทั้งสี่อย่าง” เนอะ แล้วมันจะได้ผลอินชาอัลลอฮ ปรับสมดุลย์ร่างกายด้วยยาและเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ปรับสมดุลย์จิตใจด้วยอัลกุรอานและการระบายให้ฟัง ใจก็ต้องการยาเหมือนกัน ยาที่ชื่ออัลกุรอานไงเธอ…

จึงขอยืนยันตรงนี้อีกครั้งว่า อัลกุรอานนั้นจะช่วยบำบัดความซึมเศร้าได้จริงนะ อัลกุรอานคือชีฟาอ์ คือยาที่อัลลอฮจัดเตรียมให้มนุษย์มาตั้งแต่แรกแล้ว เพราะพระองค์รู้ดีว่ามนุษย์ต้องเจออะไรบ้างในชีวิตบนดุนยานี้ ความทุกข์ ความเศร้า ความวิตกกังวล คือวิถีแห่งสัจธรรมทั้งสิ้น และพระองค์ก็ไม่ส่งโรคใดมาเว้นแต่พระองค์จะส่งทางออกและการรักษามาด้วยกัน #ศรัทธาและเชื่อมั่นต่อพระองค์เนอะ

จะว่าไป ส่วนตัวครูฟาร์คิดว่าโรคซึมเศร้าก็เหมือนโรคมะเร็งอะเนาะ มันคือโรคร่วมสมัยของมนุษย์ที่ไม่มีใครอยากเป็น แต่บางคนก็ต้องเป็นอย่างเลือกไม่ได้ บางคนเป็นมะเร็งเพราะพันธุกรรม บางคนเป็นมะเร็งมาแต่เกิดเพราะความผิดปกติทางร่างกาย บางคนเป็นเพราะชีวิตต้องคลุกคลีหรือเจอกับมลภาวะบ่อยเกินไป และบางคนก็เป็นเพราะเลือกที่จะทำร้ายตัวเองด้วยพฤติกรรมของตัวเอง..ก็มี เช่นคนสูบบุหรี่จัดแล้วเป็นมะเร็งปอดงี้ เราจะโทษโชคชะตาก็ไม่ถูกนัก เพราะบางครั้งมนุษย์เราก็เลือกที่จะเป็นอย่างนั้นเอง บางคนเลือกที่จะอยู่กับสิ่งนั้นเองโดยสมัครใจ ถ้าเป็นมะเร็งแบบนี้ เราจะรอให้ใครมาช่วยไม่ได้เลยนอกจากเราต้องเปลี่ยนตัวเราเอง ซึมเศร้าก็เช่นกัน …

เอาล่ะ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คนที่กำลังประสบภาวะซึมเศร้าเจอทางออก ให้ใครที่มีคนใกล้ตัวเป็นโรคซึมเศร้าได้เข้าใจเค้ามากขึ้น และให้คนที่ปกติดี รู้จักเลือกใช้ชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อการเจอโรคหัวใจชนิดนี้กันเนาะ อินชาอัลลอฮ ถ้ายังไม่เป็นโรคซึมเศร้า ก็นำสเต็ปที่ 2,3,4 มาปรับใช้กับตัวเองได้นะครูฟาร์ว่า เชื่อว่ามันน่าจะช่วยป้องกันให้เราห่างไกลความเสี่ยงเป็นภาวะซึมเศร้าได้ไม่มากก็น้อย อินชาอัลลอฮ

ขออัลลอฮมอบชีฟาอ์ให้เธอนะคนดี 🙂

บทความนี้เขียนโดยครูฟาร์ ผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้า ไม่ได้เป็นหมอ
แต่ไม่รู้ทำไมอัลลอฮให้วนเวียนอยู่ในวงการนี้บ่อยจัง ฮาาา 😅

เธอมีเรา เรามีอัลลอฮ และเราจะเดินไปด้วยกันนะ..คนดี 🙂


Reader's opinions

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *


FM 97.25 MHz.

Risalah Radio

Current track
TITLE
ARTIST